พ่อครูบัญชา ตั้งวงษ์ไชย อดีตนักธุรกิจหนุ่มไฟแรง เป็นชาวอุบลโดยกำเนิด  เกิดในปี พ.ศ. 2493 มีพี่น้อง 5 คน เป็นคนโต
ช่วงหนึ่งมาอยู่ที่กรุงเทพฯ ทําธุรกิจการค้ากับต่างประเทศ ต่อมาได้ย้ายไปอยู่ที่อุบลราชธานี เป็นเจ้าของธุรกิจมากมาย
เช่น ธุรกิจรถทัวร์สายแรกของเส้นทาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เจ้าของโรงงานแพนด้าไอศกรีม โรงงานผลิตเครื่องสีข้าวซันฟอน
สมาชิกสภาจังหวัดอุบลราชธานี และเป็นนักการเมืองท้องถิ่น (สจ.ในปี พ.ศ. 2523-2526) เป็นอยู่3 ปี
จึงเข้าสมัครเป็นผู้แทนราษฏร แต่สอบตก

ทางคุณแม่ที่อยู่สหรัฐอเมริกา เรียกให้ไปอยู่ที่อเมริกาด้วยกัน  ตอนแรกก็ตั้งใจจะไปแค่เพียง 1 เดือน แต่ความเป็นแม่ที่รักและห่วงลูกมาก
ที่ไปเล่นการเมือง ขณะนั้นจังหวัดอุบลก็มีแต่ผู้มีอิทธิพล ซึ่งไม่มีความปลอดภัยเท่าที่ควร ไม่รู้จะโดนทําร้ายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้
ด้วยความเป็นแม่ จึงขอร้องให้ลงหลักปักฐานที่อเมริกา จึงตัดสินใจทิ้งทุกอย่างทั้งความดีและไม่ดีที่เราสร้างมา ไปนั่งนับหนึ่งใหม่เพื่อ
สนองคุณแม่ เป็นความรู้สึกที่ทุกข์มาก ตั้งแต่วินาทีแรก ที่รู้ว่าไม่ได้กลับมา เคยไปอเมริกาบ่อยๆ แต่ไม่ชอบเลย เราเป็นคนมีอัตตา
มีตัวตนว่าเราเคยเป็นผู้บริหารจังหวัด เคยค้าขายกับต่างประเทศ ไปที่โน่นต้องนับหนึ่งใหม่หมด ทั้งภาษา วัฒนธรรม ประเพณี มันเป็นอารมณ์ที่ไม่พึง
พอใจ ตื่นเช้าขึ้นมากเห็นตาน้ำข้าว ผมสีทอง เราไปแยกเองว่ามันไม่ใช่บ้านเรา เหมือนเราไปอาศัยบ้านคนอื่นอยู่
อารมณ์ตรงนั้นเกิดกับตนเอง 8 ปี เต็มๆ

M50_

ในขณะที่ธุรกิจเริ่มแรกที่บ้านทํา ร้านอาหารไทย ชื่อร้านบางกอกบางกอก ชีวิตเราเลยเปลี่ยนหมด ต้องวิ่งทํางาน เปิดกี่ร้านก็เต็ม
ในระหว่างนั้นก็ทําธุรกิจคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นอาชีพที่กำลังพัฒนาในประเทศตอนใต้ของอเมริกา โดยใช้ยี่ห้อ TANG มาจาก ตั้งวงษ์ไชย
และ TWC สิ่งต่างๆเราคิดไม่ถึงวาจะเป็นอย่างนั้น แต่มันเกิดขึ้นเอง ทําให้เราได้ลิ้มรสความสําเร็จทางด้านวัตถุนิยม ใช้เงินซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า
เพราะเราถูกสอนว่าสะดวกสบาย  40 ปี ที่วิ่งไปตามโลก โดยเฉพาะตอนที่ทําธุรกิจขายคอมพิวเตอร์ทุกข์มาก เนื่องจากเขาเปลี่ยนรุ่นใหม่ทุกวัน
ถ้าเราช้ากว่าเขาหนึ่งก้าว  ถือว่าเรียบร้อย ถ้าเร็วกว่าเขาหนึ่งก้าว ถือว่ามหาศาล  ทําให้เห็นว่าเขาทํามาขาย ไม่ได้ทํามาใช้
เทคโนโลยีสร้างให้มันทนไม่ได้เพราะมันเปลี่ยนรุ่นใหม่อยูเ่สมอ ต้องอัพเกรด เอามาใช้ แล้วก็ทิ้ง ขยะก็เลยล้นโลก
ต่อสู้กับชาวต่างชาติทั้งด้านอาหารและคอมพิวเตอร์ สรุปว่าคนไทยถ้าเราใช้สไตล์แบบเราก็จะไม่แพ้ชาติไหนในโลกนี้แต่ทุกวันนี้เราไปแพ้เขา เพราะเราไปตามเขา

เราเห็นอะไรหลายๆ อย่างแต่ก็ยังทุกข์ทั้งๆ ที่เงินเต็มบ้าน ตอนนั้นมุ่งแต่หาเงิน กอบโกยอยางเดียว มีเงินก็เอาเงินซื้อความสุข
เราทําทั้งสองด้าน ด้านเอาเงินซื้อความสุข เราก็ซื้อ มันก็เหมือนสุขชั่วคราว ก็ทุกข์อีก มันกลบเกลื่อนได้ชั่วคราวเท่านั้น อาจจะเป็นอัตตาตัวตน
ที่เราต่อต้านสิ่งแวดล้อมแบบนั้นอยู่แล้ว มองอะไรก็ขวางหูขวางตาไปหมด แต่ในแง่ธุรกิจแล้ว อาจจะเป็นบุญเก่า ทําให้เราราบรื่นไปหมด
ครอบครัวไม่มีปัญหาอะไร ไม่มีปัญหาเรื่องเงิน แต่ลึกๆ มันบอกวา่ ชีวิตอย่างนี้ไม่ใช่ เราก็ถามว่า แล้วแบบไหนมันใช่ บางทีเบื่อมาก
ก็บินไปลาสเวกัส เอาเงินไปเล่นการพนัน ให้มันลืมซักพักก็กลับ พอกลับมากเครียดอีก ซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า มันก็กลบเกลื่อนได้  ชั่วคราว
ถึงแม้จะสําเร็จในแง่ตัวเงิน แต่ในแง่ชีวิตเสื่อมโทรมมาก เพราะความอยากได้ของเรา นี่ก็เป็นประสบการณ์ช่วงที่อยู่ที่อเมริกา

ในระหวางนั้นก็ครุ่นคิดว่า แล้วอะไรคือสุขแท้ พยายามหาคําตอบ แต่เราก็ตอบไม่ได้ เพราะตอนนั้นเรายังโง่อยู่ พอถึงวันที่เปลี่ยนแปลง  อย่างรุนแรง
นั้นก็คือเกิดความเบื่อเต็มที่ กลางวันต้องบริหารธุรกิจคอมพิวเตอร์ กลางคืนต้องแยกย้ายไปคุมร้านอาหารคนละร้าน
เพราะความอยากได้ กลับบ้านเที่ยงคืนถึงตีหนึ่ง หิ้วถุงเงินกลับบ้านทุกวัน พอเริ่มมากขึ้น แมลงสาบก็ไปกัดถุงเงินขาด
เหม็นไปทั้งบ้าน ไม่ใช่เราดูถูกเงิน ไม่ได้เหม็นเงิน แต่เงินมันเหม็นมาก
ขอทานก็จับ คนล้างจานก็จับ เศรษฐีก็จับ เชื้อโรคทั้งนั้น แต่เราก็ชอบ ยิ่งทุกข์มากขึ้นอีก

เป็นคนค่อนข้างจะดื้อ ไม่เชื่อเรื่อง การเวียนว่ายตายเกิด บาปบุญคุณโทษ กฎแห่งกรรม โดยเฉพาะ ศีล สมาธิ ปัญญา
นั่งหลับหูหลับตา แล้วบอกว่าเกิดปัญญา ตอนนั้นจิตต้านไม่ยอมรับ เคยว่าพวกเขาบ้า อยากมีปัญญาต้องไปมหาวิทยาลัย
ต้องเข้าไปในอินเตอร์เน็ต ไปห้องสมุด ต้องอ่านหนังสือมากๆ ทําวิจัยมากๆ ความรู้สึกตอนนั้นเป็นแบบนั้น

คืนหนึ่งเกิดความเบื่อเต็มที่ เมื่อปิดร้านอาหารแล้ว มานั่งหน้าแท่นพระพุทธรูปในร้าน ก็เลยทําอะไรที่ชาวบ้านเรียกว่า บ้า บ้า บอ บอ หน่อยนึง
ตอนนั้นจําได้ว่า เคยได้ยินพระภิกษุพูดวา “จิต หลุดพ้นดวงตาเห็นธรรม”
ก็ถามท่านว่า “จิตหลุดพ้นดวงตาเห็นธรรมแล้วได้อะไร”
ท่านก็ตอบว่า “พ้นทุกข์”

สนใจคํานี้มาก เราไม่รู้หรอกว่าจิตคืออะไร หลุดพ้นไปไหน ดวงตาเห็นธรรม ธรรมนั้นเป็น อย่างไร  มีกี่แขนกี่ขา รูปร่างหน้าตาอย่างไร
เราไม่รู้ คืนนั้นก็ลองทําดู กราบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เราดื้อมาก ท้าทายพระพุทธองค์ด้วย ถ้าพระพุทธองค์มีจริงต้องช่วย
ถ้าไม่ช่วย ไม่เชื่อ นั่ง ขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย

เป็นครั้งแรกในชีวิตที่นั่งสมาธิ เป็นเวลาเที่ยงคืน พอนั่งแล้วก็เกิดอาการ เหมือนเข้าทรง มันเต้นแผล็บๆ เรารู้ตัวตลอด
มันเป็นพลังอย่างหนึ่งที่ทําให้เราเต้น สักครู่ก็เหวี่ยง เหมือนเครื่องซักผ้า พอเหวี่ยงปุ๊บ ก็เหมือนมีไอร้อนออกจากร่างกายเรา ออกแต่ละครั้ง
เหมือนเราเบาขึ้น สักพักเหมือน รถฉีดนํ้ามาล้างภายนอก ล้างหมดเลย เหมือนมีเครื่องเจาะบนหัว
เจาะทุกเส้นผมเหมือนโดนเข็มเจาะ ตอนนั้นเริ่มกลัวแล้ว เอ๊ะทําไมมันแรงขนาดนี้
ถ้าเราเป็นอะไรไป ครอบครัวจะทําอยางไร วินาทีนั้นลูกสาวคนโตอายุขวบหนึ่ง พอเรากลัว มันเลยมาสั่นที่หัวอย่างแรง
ความรู้สึกเหมือน หมุนรอบได้ไม่มีกระดูก แต่จริงๆ แล้วน่าจะหมุนนิดเดียวเท่านั้น วินาทีนั้นเรารู้ว่า เราหยุดไม่ได้แล้ว
ความรู้สึกที่เราทุกข์ก็แสดงตัวขึ้นมา ไหนบอกว่าทุกข์ไง ตายก็ดีเหมือนกัน ความรู้สึกว่า ตายก็ดีเหมือนกัน มันเหมือนมีอะไรระเบิด
แล้วหงายล้มลงไป ตอนนั้นสว่างไปหมดเลย ก็นอนดื่มดํ่าตรงนั้นอยู่สักครู่หนึ่ง มาลืมตาอีกทีตีสาม เข้าใจว่าอาการที่ระเบิด
อยู่ประมาณตีสองกว่าๆ ลุกขึ้นมาในห้องอาหาร แอร์เย็นมาก แต่เหงื่อเราออกมากรู้สึกตัวเบา เดินไปเหมือนเหาะได้ ก็ไปดื่มน้ำ
ตอนนั้นได้ลิ้มรสคําว่า สบาย สบาย พอดื่มน้ำเสร็จ บุหรี่ยังอยู่ในกระเป๋า วินาทีก่อนที่จะนั่งสมาธิ ไม่มีศีล
สูบบุหรี่มา 20 กว่าปี วันหนึ่ง 3-4 ซอง กินเหล้าทุกชนิด ศีล 5 ไม่ให้ทําอะไร ทําหมด ความเคยชินก็เอาบุหรี่ขึ้นมาสูบ
สูบไม่ได้เพราะมันเหม็น ก็เลยโยนทิ้ง ไม่ไปคิดหาเหตุผลด้วย เพราะช่วงที่เราสูบนั้น เราก็รู้ว่าสูบบุหรี่ไม่ดี เป็นมะเร็ง
สมองรู้แต่จิตไม่รู้ มันสู้ความอยากของใจไม่ได้ ทุกคนก็รู้ เราพยายามเลิกแต่เลิกไม่ได้
จากนั้นก็เดินไปกราบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ วินาทีนั้นรู้สึกว่า

เราเลิกนับถือพระพุทธเจ้าทันที

เพราะคําว่านับถือมันหยาบไป บูชาถวายชีวิตแก่พระพุทธองค์

ไม่สงสัยคําสอนของพระองค์ว่า ทําให้เราพ้นทุกข์ได้จริงๆ เราลิ้มรสคําวา่

“สบายโดยไม่ต้องสะดวก”

ถูกหลอกไป 40 ปี ถูกสอนให้สะดวกสบาย ต้องสะดวกก่อน แล้วค่อยสบาย กว่าจะเรียนจบ  ทํางานหนักมาก
เอาเงินไปซื้อเทคโนโลยีมาบําเรอ เพื่อความสะดวก เมื่อสะดวกแล้ว ค่อยรู้สึก สบาย ค่อยรู้สึกว่าสุข แต่เป็นความสุขซึ่งได้มาซึ่งอามิส
วินาทีนั้นเราสบาย ใช้คําว่า  “สบ๊าย สบาย” ขับรถกลับบ้าน ไปอาบนํ้า สบู่ที่เราใช้มาหลายปี คืนนั้นอาบแล้วคล้ายกับว่า
ล้างอย่างไรก็ไม่ออก มันลื่นไปหมด เราไม่รู้ว่าสาเหตุคืออะไร ขับรถไปที่วัดไทย เขาทําวัตรเช้ากันอยู่
เสียงสวดมนต์ เสียงระฆังไม่เข้าไปในหู มันอยู่ข้างนอก ระบบประสาทมันเปลี่ยนไปหมด กลับมา 3 วัน 3 คืน ไม่ได้นอน ไม่ง่วง มันนอนไม่ได้
ลืมตาก็สว่าง หลับตาก็สว่าง วันที่ 4 ก็เกิดอาการเหวี่ยงอีก กลัวจะล้มก็เลยลงไปนั่ง เกิดระเบิดอีกที ก็หงายลงไป
ตอนนั้นก็นิ่ง นิ่งสักพักหนึ่ง แสงนั้นก็หายไป กลับมาเป็นปกติ

จากนั้น ก็มาที่บริษัทคอมพิวเตอร์ ไปเคลียร์งานทุกอย่าง อะไรที่สําคัญก็ให้น้องเขาไป ส่วนร้านอาหาร ก็จ้างลูกน้องมาดูแล
เรากับภรรยาก็อยู่ที่บ้านเฉยๆ 1 ปี ทําไมต้องรอ 1 ปี อยู่ที่บ้าน ลูกศิษย์คนแรกที่เราสอนก็คือ ภรรยา สอนนั่งเลย เขาก็เหวี่ยงได้
จิตมันลอยเคว้งคว้างอยู่ ชั่วโมงสุดท้ายเขาไม่ให้นัง นั่งทีไรก็อาเจียนตลอด ไม่มีอะไร มีแต่ลม พอไปหาคุณหมอ ปรากฏว่า
กำลังตั้งครรภ์ ประมาณหนึ่งเดือน ถ้าน้องดอนมาช้าอีกหนึ่งเดือน ก็ไม่ได้เกิด รออยู่ที่บ้านจนน้องดอนคลอด

ตอนนั้นปรึกษาแม่บ้านว่า กลับบ้านเราเถอะ อยูที่นี่เหมือนรอวันตายอย่างเดียว ตอนนั้นเราไม่ได้สงสัย ไม่ได้เป็นห่วงอะไรเลย
สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม ไม่ได้ห่วง บังเอิญเป็นบุญเก่า แม่บ้านคิดอยู่หนึ่งคืน ก็บอกว่าตกลง อยู่ที่โน่นอาชีพของเขาคือ ช้อปปิ้ง
เมื่อกลับมาเมืองไทย ก็ไปอยู่บ้านที่เชียงใหม ช่วงหนึ่งก็ไม่ใช่ บ้านกรุงเทพก็ไม่ใช่ บ้านที่อุบลในเมืองก็ไม่ใช่
บังเอิญมีเพื่อนรุ่นน้อง อยู่แถวเขื่อนสิรินธร ชายแดน เขาพาไปเที่ยวตรงนั้น พอเราไปเหยียบผืนแผ่นดินตรงนั้น
จิตบอกใช่แล้ว นี่ก็คือที่มาทั้งหมด ก็เลยไปใช้ชีวิตที่โน่น จากวันนั้นถึงวันนี้27 ปี (ปี พ.ศ. 2559)

ช่วงสิบปี แรกไม่ค่อยได้ยุ่งกับสังคม ทําบุญไปตามอัตภาพ ช่วยเหลือสังคมโดยใช้เงินส่วนตัว แต่ช่วงหลังเราเห็นความเปลี่ยนแปลง
ของสังคม-ชุมชน แรงมาก หนุ่มสาววิ่งตามเงิน  คนแก่เลี้ยงหลานที่บ้าน วิถีชุมชนไทยล่มสลาย การหย่าร้างมากขึ้น
เด็ก คนแก่ถูกทอดทิ้ง พ่อไปทาง แม่ไปทาง เหมือนเราปล่อยวางแล้ว เดินไปเห็นคนตกนํ้า บอกธุระไม่ใช่ เดี๋ยวจะไม่สํารวม
มันทําใจไม่ได้ ก็เลยปรึกษาหัวหน้าชุมชน และริเริ่มจัดตั้งศูนย์พลาญข่อยขึ้นมา
โดยดําเนินกิจกรรม แบ่งออกเป็น 3 ศูนย์ด้วยกัน คือ ศูนย์จิตใจ ศูนย์สมอง ศูนย์ปากท้อง

จิต ชีวิตพอเพียง ที่ศูนย์พลาญข่อย

ผลงาน

เป็นตัวแทนจังหวัดอุบลราชธานีเข้ารับรางวัลในโครงการ “แทนคุณแผ่นดิน ปี 2553”

รางวัล01___

① ศูนย์พลาญข่อย ได้รับรางวัลองค์กรแผนที่ความดี จังหวัดอุบลราชธานี ประจำปี 2551 จากผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ท่านชวน ศิรินันท์พร

ผลงาน002

② แหล่งศึกษาดูงาน เรียนรู้ของหน่วยงานองค์กร บุคคลทั้งชนชั้น

ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดมุกดาหาร แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว มอบไว้เป็นที่ระลึกแด่ศูนย์พลาญข่อย
ในโอกาสที่นำเยาวชนจังหวัดมุกดาหารมาปฏิบัติธรรม ณ ศูนย์พลาญข่อย ในโครงการ “พัฒนาจิตเพื่อชีวิตที่ดีงาม”
เมื่อ 19-23 ตุลาคม ปี 2549

นายยุทธนา พุทธพันธ์ ประธานมูลนิธิเพื่อผู้ด้อยโอกาสศูนย์พลาญข่อย ได้รับรางวัลผู้นำองค์กรเครือข่ายพัฒนาชุมชนดีเด่น
ประจำปี 2548 จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กรมการพัฒนาชุมชน ท่านคงศักดิ์ วันทนา

ผลงาน003

① พ่อครูบัญชา ตั้งวงษ์ไชย ได้รับรางวัลพระราชทานเข็มเชิดชูเกียรติและเกียรติคุณบัตรจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีของมูลนิธิสมาน – คุณหญิงเบญจา แสงมลิ ประจำปี 2546 (บุคคลดีเด่น สาขาการศึกษานอกระบบโรงเรียน)

ผลงาน004

② ศูนย์การเรียนชุมชนดีเด่น ระดับเขตการศึกษาปี 2546